Transcript
เบน<\/span>: ยินดีต้อนรับกลับสู่ "The Story of Languages" เบนอยู่กับคลารา วันนี้เราจะพาไปสำรวจภาษาที่หลายคนรู้สึกว่าตัวเองรู้จัก หรืออย่างน้อยก็พอคุ้นหู นั่นคือภาษาสเปน ภาษานี้เป็นภาษาที่มีผู้พูดเป็นภาษาแม่มากเป็นอันดับสองของโลก เราได้ยินในเพลง บนทีวี... จนรู้สึกคุ้นเคยมาก แต่คลารา ผมรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าที่เห็นแน่ๆ<\/p>\r\n\r\n คลารา<\/span>: สวัสดี เบน คุณพูดถูกอย่างยิ่ง ภาษาสเปนเป็นภาษาที่ผู้คนมีความเข้าใจผิดอยู่มาก โดยเฉพาะในหมู่ชาวยุโรปและอเมริกาเหนือ ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือคิดว่ามันเป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมด ความจริงแล้ว การถามว่า "คุณพูดภาษาสเปนได้ไหม" ก็คล้ายกับการถามว่า "คุณเล่นดนตรีเป็นไหม" คำถามต่อไปควรเป็น "ได้สิ แต่แบบไหนล่ะ?"<\/p>\r\n\r\n เบน<\/span>: เปรียบเทียบได้เห็นภาพมาก งั้นมาเริ่มที่จุดที่คนสับสนกันบ่อยที่สุดก่อนเลย ภาษาสเปนจากสเปนกับภาษาสเปนจากลาตินอเมริกา มีแบบไหนที่ "ถูกต้อง" หรือ "ดั้งเดิม" กว่ากันไหม<\/p>\r\n\r\n คลารา<\/span>: นั่นคือความเชื่อผิดๆ อันดับหนึ่งที่ต้องลบออกไป ไม่มีสำเนียงหรือภาษาถิ่นใด "ถูกต้อง" กว่าอีกแบบหนึ่ง การคิดว่าภาษาสเปนจากสเปน "บริสุทธิ์" กว่า ก็ไม่ต่างจากการบอกว่าภาษาอังกฤษแบบบริติช "เป็นของแท้" มากกว่าภาษาอังกฤษแบบอเมริกันหรือออสเตรเลีย ทั้งหมดเป็นเพียงกิ่งก้านคนละกิ่งของต้นไม้ต้นเดียวกัน และแต่ละแบบก็ล้วนมีคุณค่าและความรุ่มรวยเท่าเทียมกัน<\/p>\r\n\r\n เบน<\/span>: เข้าใจแล้ว แล้วทำไมพวกมันถึงต่างกันมากขนาดนั้น เกิดอะไรขึ้น<\/p>\r\n\r\n คลารา<\/span>: ประวัติศาสตร์คือกุญแจสำคัญ สำเนียงส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาพัฒนามาจากภาษาสเปนที่พูดกันในตอนใต้ของสเปนช่วงยุคอาณานิคม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนส่วนใหญ่ในลาตินอเมริกาไม่ได้ออกเสียง 'c' และ 'z' เป็นเสียง "th" แบบที่ใช้กันในมาดริด แต่จะออกเสียงเป็น 's' ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า seseo แต่แม้แต่การพูดว่า "ภาษาสเปนแบบลาตินอเมริกา" ก็ยังเป็นการสรุปแบบหยาบเกินไป เพราะภาษาสเปนในเม็กซิโกกับภาษาสเปนในอาร์เจนตินาแตกต่างกันมาก<\/p>\r\n\r\n เบน<\/span>: ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย อะไรทำให้พวกมันต่างกันชัดเจนขนาดนั้น<\/p>\r\n\r\n คลารา<\/span>: อย่างแรก ภาษาสเปนแบบเม็กซิโกได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภาษาพื้นเมือง โดยเฉพาะภาษา Nahuatl ภาษาของชาวแอซเท็ก เราต้องขอบคุณ Nahuatl สำหรับคำหลายคำที่เดินทางเข้าสู่ภาษาอังกฤษด้วย เช่น chocolate, tomato และ avocado จากนั้นพอลงไปที่อาร์เจนตินา คุณจะเจอกับภาษาสเปนแบบ Rioplatense ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการออกเสียง 'll' และ 'y' คล้ายเสียง 'sh' ในคำว่า "shoe" และยังใช้ vos แทน tú เมื่อต้องการเรียก "คุณ" แบบไม่เป็นทางการด้วย ฟังออกได้แทบจะทันทีว่าเป็นสำเนียงนี้<\/p>\r\n\r\n เบน<\/span>: น่าสนใจมาก แสดงว่าภาษานี้ค่อยๆ ปรับตัวไปตามแต่ละพื้นที่ที่มันเดินทางไป แล้วเรื่องราวของภาษาสเปนเริ่มต้นจากที่ไหน มันไม่ได้เริ่มต้นในสเปนมาตั้งแต่แรกใช่ไหม<\/p>\r\n\r\n คลารา<\/span>: ใช่แล้ว เช่นเดียวกับภาษาฝรั่งเศสและอิตาลี ต้นกำเนิดของมันคือภาษาละตินสามัญ (Vulgar Latin) ซึ่งเป็นภาษาของทหารโรมัน แต่สิ่งที่ทำให้ภาษาสเปนมีเอกลักษณ์คืออิทธิพลอันทรงพลังของอีกภาษาหนึ่ง นั่นคือภาษาอาหรับ หลังจากชาวมัวร์จากแอฟริกาเหนือเดินทางมาถึงในปี 711 ภาษาอาหรับก็เป็นภาษาหลักบนคาบสมุทรไอบีเรียนานกว่า 700 ปี จึงทิ้งร่องรอยไว้เป็นคำยืมนับพันคำ โดยเฉพาะคำที่ขึ้นต้นด้วย "al-" เช่น almohada (หมอน) หรือ aceite (น้ำมัน) ตัวอย่างที่ฉันชอบที่สุดคือคำว่า ojalá ที่แปลว่า "หวังว่า" ซึ่งมาจากภาษาอาหรับคำว่า "Inshallah" โดยตรง หมายถึง "หากพระเจ้าทรงประสงค์"<\/p>\r\n\r\n เบน<\/span>: ว้าว เท่ากับว่ามีชิ้นส่วนของภาษาอาหรับฝังอยู่ในหนึ่งในสำนวนที่ใช้กันบ่อยที่สุดของภาษานี้เลย งั้นมาพูดเรื่องการเรียนภาษาสเปนกันบ้าง หลายคนชอบบอกว่าเป็นภาษาที่ "ง่าย" จริงไหม<\/p>\r\n\r\n คลารา<\/span>: นั่นก็เป็นอีกความเชื่อผิดๆ มันเข้าถึงได้ไม่ยาก แต่ไม่ได้แปลว่าเรียนง่ายเสมอไป การออกเสียงถือเป็นของขวัญสำหรับผู้เรียน เพราะสระทั้งห้าเสียงชัดเจนและสม่ำเสมอ ไม่เหมือนภาษาอังกฤษ แต่ไวยากรณ์อาจเต็มไปด้วยกับดัก คุณต้องเจอกับคำกริยาสองคำที่แปลว่า "to be" เหมือนกันคือ ser และ estar ซึ่งเป็นด่านคลาสสิกของผู้เรียน แล้วก็ยังมีรูปกริยาแบบ subjunctive ที่กว่าจะใช้ได้คล่องจริงอาจต้องใช้เวลาหลายปี<\/p>\r\n\r\n เบน<\/span>: ใช่เลย subjunctive ตัวน่าปวดหัว แล้วลักษณะเฉพาะของภาษาสเปนล่ะ ผมนึกถึงเครื่องหมายคำถามและเครื่องหมายอัศเจรีย์แบบกลับหัว<\/p>\r\n\r\n คลารา<\/span>: เครื่องหมาย ¿ และ ¡ ! นั่นคือหนึ่งในนวัตกรรมอันชาญฉลาดของภาษาสเปน เพราะมันช่วยบอกน้ำเสียงของประโยคตั้งแต่ต้น ทำให้รู้ได้ทันทีว่าควรอ่านเป็นคำถามหรือคำอุทานตั้งแต่ยังไม่เริ่มอ่านจริงจัง ลักษณะสำคัญอื่นๆ ก็มีเสียง 'rr' แบบลิ้นรัวซึ่งต้องฝึกพอสมควร และตัว 'h' ที่ไม่ออกเสียง<\/p>\r\n\r\n เบน<\/span>: แปลว่ามันมีทั้งความท้าทายและความเป็นระบบที่สมเหตุสมผลอยู่ในตัว ถ้ามองภาพใหญ่ ทุกวันนี้ภาษาสเปนแพร่หลายมากแค่ไหน<\/p>\r\n\r\n คลารา<\/span>: ตัวเลขน่าทึ่งมาก ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการใน 20 ประเทศ และมีผู้พูดทั่วโลกมากกว่า 580 ล้านคน แต่มีสถิติหนึ่งที่ทำให้หลายคนประหลาดใจ ประเทศที่มีประชากรผู้พูดภาษาสเปนมากเป็นอันดับสองของโลกไม่ใช่สเปนหรือโคลอมเบีย แต่คือสหรัฐอเมริกา<\/p>\r\n\r\n เบน<\/span>: ล้อกันเล่นหรือเปล่า มากกว่าสเปนเองอีกหรือ<\/p>\r\n\r\n คลารา<\/span>: มากกว่าสเปน มีเพียงเม็กซิโกเท่านั้นที่มีผู้พูดภาษาสเปนมากกว่า สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าภาษาสเปนไม่ใช่แค่ภาษาต่างประเทศในสหรัฐฯ แต่เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศ<\/p>\r\n\r\n เบน<\/span>: ถ้าจะสรุปก็คือ ภาษาสเปนไม่ใช่สิ่งเดียวที่ตายตัว แต่มันคือภาษาระดับโลกที่มีรากมาจากภาษาละตินและอาหรับ ถูกหล่อหลอมด้วยประวัติศาสตร์หลายร้อยปีและวัฒนธรรมท้องถิ่นอันหลากหลาย และทุกวันนี้ก็ยังเติบโตและเปลี่ยนแปลงต่อไป<\/p>\r\n\r\n คลารา<\/span>: ถูกต้อง การเรียนภาษาสเปนไม่ได้มีแค่การท่องการผันคำกริยา แต่มันคือการได้พาสปอร์ตสู่โลกที่แตกต่างกันนับสิบใบ ตั้งแต่ถนนในเม็กซิโกซิตี ไปจนถึงภูเขาในเปรู และชายฝั่งของสเปน<\/p>\r\n\r\n เบน<\/span>: คลารา ขอบคุณที่พาพวกเราเดินทางครั้งนี้ เป็นบทสนทนาที่เปิดมุมมองมาก<\/p>\r\n\r\n คลารา<\/span>: ยินดีมาก เบน ขอบคุณที่ชวนมาคุย<\/p>\r\n\r\n เบน<\/span>: และขอขอบคุณทุกคนที่รับฟัง ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เรียนที่ศึกษาอยู่มานาน หรือแค่สนใจใคร่รู้ เราหวังว่าตอนนี้จะช่วยให้คุณเห็นคุณค่าใหม่ของโลกภาษาสเปนที่ลุ่มลึก ซับซ้อน และงดงาม พบกันใหม่ในตอนหน้ากับการเจาะลึกอีกครั้งใน The Story of Languages<\/p>\r\n