บทความนี้จะพิจารณาภาษากรณีศึกษา 7 ภาษา (อังกฤษ สเปน จีนกลาง รัสเซีย ฮินดี อาหรับ และฮังการี) เพื่อแสดงให้เห็นระบบที่แตกต่างกันเหล่านี้ เราจะเปรียบเทียบแนวทางที่ใช้กันโดยทั่วไปของแต่ละภาษา และสำรวจว่าทั้งเด็กและผู้เรียนภาษาที่สองเรียนรู้อะไรก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อระบุชุดเครื่องมือขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการรับมือกับการบอกเวลาในภาษาต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ.<\/p>\r\n\r\n

เหตุใดเวลาในภาษาศาสตร์จึงสำคัญ<\/strong><\/h2>\r\n\r\n

การแสดงมิติของเวลา (temporality) เป็นทั้งโจทย์ด้านการรับรู้และด้านภาษา เพื่อให้ผู้พูดและผู้ฟังเข้าใจตรงกันว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด ทั้งสองฝ่ายต้องมีกรอบความคิดร่วมกัน ภาษาให้ชุดเครื่องมือที่ซับซ้อนสำหรับสร้างกรอบนี้ โดยใช้หลายองค์ประกอบทำงานร่วมกัน ได้แก่ รูปกริยา กริยาช่วย อนุภาค คำวิเศษณ์บอกเวลา และแม้แต่น้ำเสียงหรือจังหวะการพูด (prosody).<\/p>\r\n\r\n

ภาษาต่าง ๆ แบ่งหน้าที่กันระหว่างเครื่องมือเหล่านี้ไม่เหมือนกัน ในบางภาษา ความแตกต่างระหว่างอดีต/ปัจจุบัน/อนาคตถูกทำเครื่องหมายไว้อย่างชัดเจนบนตัวกริยาเอง (กาล เชิงสัณฐานวิทยา) ขณะที่บางภาษามุ่งเน้นที่ ลักษณะการณ์ มากกว่า นั่นคือโครงสร้างภายในของเหตุการณ์ (เช่น เหตุการณ์กำลังดำเนินอยู่หรือเสร็จสิ้นแล้ว) และในหลายภาษา การแสดงเวลาแยกไม่ออกจาก โมดาลิตี (ท่าทีของผู้พูด เช่น ความตั้งใจหรือเงื่อนไข) และ การบอกแหล่งข้อมูล (การระบุว่าข้อมูลมาจากไหน).<\/p>\r\n\r\n

แนวคิดสำคัญ: คำศัพท์สรุปแบบย่อ<\/strong><\/h3>\r\n\r\n

หากต้องการเข้าใจว่าภาษาต่าง ๆ จัดการกับเวลาอย่างไร มีคำสำคัญอยู่ไม่กี่คำที่ควรรู้.<\/p>\r\n\r\n

    \r\n
  • กาล (Tense):<\/strong> หน้าที่ทางไวยากรณ์ของรูปกริยาที่ใช้ระบุตำแหน่งของเหตุการณ์บนแกนเวลาเมื่อเทียบกับขณะที่พูด (เช่น อดีต ปัจจุบัน อนาคต) เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการวางเหตุการณ์บนเส้นเวลา.<\/li>\r\n
  • ลักษณะการณ์ (Aspect):<\/strong> หมายถึงโครงสร้างภายในด้านเวลาของเหตุการณ์ ราวกับมองผ่านเลนส์กล้อง ว่าเหตุการณ์นั้นกำลังดำเนินอยู่ เสร็จสิ้น เกิดขึ้นฉับพลัน หรือเกิดซ้ำ.<\/li>\r\n
  • มูด / โมดาลิตี (Mood / Modality):<\/strong> บ่งชี้ท่าทีของผู้พูดหรือสถานะความเป็นจริงของข้อความ (เช่น indicative สำหรับข้อเท็จจริง subjunctive สำหรับความปรารถนาหรือสถานการณ์สมมุติ imperative สำหรับคำสั่ง) เรื่องนี้เชื่อมโยงกับเวลาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงอนาคตหรือเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง.<\/li>\r\n
  • วลีบอกเวลา (Temporal Adverbial):<\/strong> คำหรือวลีที่ระบุเวลา (เช่น วันนี้ เมื่อวาน อีกสองชั่วโมงจากนี้ ปีที่แล้ว) เป็นเครื่องมือสากลสำหรับบอกทิศทางของเวลา โดยไม่ขึ้นกับระบบไวยากรณ์ของภาษาใดภาษาหนึ่ง.<\/li>\r\n
  • การบอกแหล่งข้อมูล (Evidentiality):<\/strong> การทำเครื่องหมายทางไวยากรณ์เพื่อระบุว่าผู้พูดได้ข้อมูลมาจากแหล่งใด (เช่น เห็นเอง ได้ยินจากคนอื่น หรืออนุมานเอา) ในหลายภาษา ระบบนี้เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับรูปอดีตกาล.<\/li>\r\n<\/ul>\r\n\r\n

    กรณีศึกษาเกี่ยวกับการแสดงเวลา<\/strong><\/h2>\r\n\r\n

    1. ภาษาอังกฤษ<\/strong><\/h3>\r\n\r\n
      \r\n
    • แนวทางหลัก:<\/strong> ภาษาอังกฤษมีรูปอดีตกาลที่แสดงด้วยการผันคำ (เช่น walk → walked) แต่ไม่มีรูปผันเฉพาะสำหรับอนาคตกาล อนาคตจึงแสดงผ่านโครงสร้างที่มีกริยาช่วย เช่น will หรือ be going to พลังที่แท้จริงของระบบนี้อยู่ที่การใช้ลักษณะการณ์.<\/li>\r\n
    • ลักษณะการณ์:<\/strong> ลักษณะการณ์แบบ progressive (be + -ing) เน้นกระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่ ส่วน perfect (have + past participle) บ่งชี้ความเสร็จสิ้นหรือความเกี่ยวเนื่องของเหตุการณ์กับปัจจุบัน.<\/li>\r\n
    • สำหรับผู้เรียนภาษา:<\/strong> ความท้าทายสำคัญคือการเข้าใจความแตกต่างด้านหน้าที่ระหว่างรูปแบบธรรมดากับรูปแบบที่แสดงลักษณะการณ์ (เช่น I read vs. I was reading vs. I have read).<\/li>\r\n
    • ตัวอย่าง:<\/strong>\r\n
        \r\n
      • She walks to school. (การกระทำทั่วไปที่ทำเป็นประจำ)<\/li>\r\n
      • She walked yesterday. (อดีตกาลอย่างง่าย)<\/li>\r\n
      • She will walk tomorrow. (อนาคต)<\/li>\r\n <\/ul>\r\n <\/li>\r\n<\/ul>\r\n\r\n

        2. ภาษาสเปน (Español)<\/strong><\/h3>\r\n\r\n
          \r\n
        • แนวทางหลัก:<\/strong> เป็นภาษาที่อาศัยการผันรูปอย่างมาก และมีระบบการผันกริยาที่หลากหลาย ภาษานี้มีชื่อเสียงเรื่องการแยกอดีตกาลหลักออกเป็นสองแบบ คือ preterite (pretérito) สำหรับเหตุการณ์ที่เสร็จสิ้นและเกิดเป็นจุด และ imperfect (imperfecto) สำหรับการกระทำในอดีตที่กำลังดำเนินอยู่หรือใช้พรรณนา อนาคตกาลก็มีการผันเฉพาะเช่นกัน.<\/li>\r\n
        • ลักษณะการณ์และมูด:<\/strong> มูดแบบ subjunctive มีอิทธิพลอย่างมากต่อการแสดงเหตุการณ์ในอนาคตหรือเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอน ส่วนลักษณะการณ์แบบ progressive มักแสดงด้วยโครงสร้างคำช่วย (estar + gerundio).<\/li>\r\n
        • สำหรับผู้เรียนภาษา:<\/strong> การใช้ preterite และ imperfect ให้ถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนภาษาสเปน เพราะเป็นกุญแจในการจัดโครงสร้างเรื่องเล่า.<\/li>\r\n
        • ตัวอย่าง:<\/strong>\r\n
            \r\n
          • Ella caminó<\/strong> ayer. (เธอเดินเมื่อวาน – เหตุการณ์ที่เสร็จสิ้นแล้ว)<\/li>\r\n
          • Ella caminaba<\/strong> cuando sonó el teléfono. (เธอกำลังเดินอยู่ – เป็นเหตุการณ์พื้นหลัง – ตอนที่โทรศัพท์ดัง)<\/li>\r\n
          • Ella caminará<\/strong> mañana. (เธอจะเดินพรุ่งนี้ – อนาคตกาลแบบผันรูป)<\/li>\r\n <\/ul>\r\n <\/li>\r\n<\/ul>\r\n\r\n

            3. ภาษาจีนกลาง (普通话 / Pǔtōnghuà)<\/strong><\/h3>\r\n\r\n
              \r\n
            • แนวทางหลัก:<\/strong> เป็นภาษาวิเคราะห์ที่ไม่มีการผันกริยาเพื่อแสดงกาล ความสัมพันธ์ด้านเวลาจึงแสดงผ่านอนุภาคแสดงลักษณะการณ์ กริยาช่วยเชิงโมดัล และคำวิเศษณ์บอกเวลาเป็นหลัก.<\/li>\r\n
            • อนุภาคแสดงลักษณะการณ์:<\/strong> ที่สำคัญที่สุดคือ le<\/strong> (了) ซึ่งบ่งชี้ความเสร็จสิ้นหรือสถานการณ์ใหม่ guo<\/strong> (过) ซึ่งแสดงประสบการณ์ในอดีต และ zhe<\/strong> (着) ซึ่งทำเครื่องหมายสภาวะต่อเนื่อง.<\/li>\r\n
            • สำหรับผู้เรียนภาษา:<\/strong> แทนที่จะต้องผันกริยา ผู้เรียนต้องเชี่ยวชาญการใช้อณุภาคและการอาศัยบริบท การใช้ le ได้อย่างถูกต้องเป็นพื้นฐานของการสื่อสารที่คล่องแคล่ว.<\/li>\r\n
            • ตัวอย่าง:<\/strong>\r\n
                \r\n
              • Tā zǒu le<\/strong>. (他走了。) – เขา/เธอออกไปแล้ว (การกระทำเสร็จสิ้น)<\/li>\r\n
              • Tā qùguo<\/strong> Běijīng. (他去过北京。) – เขา/เธอเคยไปปักกิ่งมาแล้ว (ประสบการณ์)<\/li>\r\n
              • míngtiān<\/strong> qù. (他明天去。) – เขา/เธอจะไปพรุ่งนี้ (อนาคตถูกระบุด้วยคำวิเศษณ์)<\/li>\r\n <\/ul>\r\n <\/li>\r\n<\/ul>\r\n\r\n

                4. ภาษารัสเซีย (Русский язык)<\/strong><\/h3>\r\n\r\n
                  \r\n
                • แนวทางหลัก:<\/strong> เป็นภาษาที่เน้นลักษณะการณ์อย่างชัดเจน กริยาแทบทุกคำมีเป็นคู่ระหว่าง imperfective<\/strong> (กำลังดำเนินอยู่/เกิดซ้ำ) และ perfective<\/strong> (เสร็จสิ้น/เกิดครั้งเดียว) การเลือกใช้คู่ใดคู่หนึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง ภาษารัสเซียมีรูปอดีตกาลเพียงแบบเดียว (แต่เปลี่ยนไปตามเพศและพจน์) และรูปอนาคตกาลก็สร้างต่างกันตามลักษณะการณ์ของกริยา.<\/li>\r\n
                • สำหรับผู้เรียนภาษา:<\/strong> ภารกิจสำคัญที่สุดในการเรียนไวยากรณ์รัสเซียคือการทำความเข้าใจและซึมซับคู่กริยาเชิงลักษณะการณ์เหล่านี้ ระบบนี้รองรับความแตกต่างหลายอย่างที่ภาษาอังกฤษแสดงด้วย simple กับ progressive หรือที่ภาษาฮังการีแสดงด้วยคำเติมหน้ากริยา.<\/li>\r\n
                • ตัวอย่าง:<\/strong>\r\n
                    \r\n
                  • Она читала<\/strong> книгу. (Ona chitala<\/strong> knigu.) – เธอกำลังอ่านหนังสือ (imperfective, เน้นกระบวนการ)<\/li>\r\n
                  • Она прочитала<\/strong> книгу. (Ona prochitala<\/strong> knigu.) – เธออ่านหนังสือจบแล้ว (perfective, เสร็จสมบูรณ์)<\/li>\r\n
                  • Она будет читать<\/strong> завтра. (Ona budet chitat'<\/strong> zavtra.) – เธอจะกำลังอ่านพรุ่งนี้ (อนาคตแบบ imperfective).\r\n
                      \r\n <\/ul>\r\n <\/li>\r\n <\/ul>\r\n <\/li>\r\n<\/ul>\r\n\r\n

                      5. ภาษาฮินดี (हिन्दी)<\/strong><\/h3>\r\n\r\n
                        \r\n
                      • แนวทางหลัก:<\/strong> ระบบกาล-ลักษณะการณ์ของภาษาฮินดีมีความซับซ้อน โดยอาศัยการประกอบกันของรูปกริยากริยานุเคราะห์และกริยาช่วย ความเสร็จสิ้นหรือความต่อเนื่องของการกระทำจะแสดงผ่านรูป participle ส่วนตำแหน่งของเวลาจะแสดงผ่านรูปที่เหมาะสมของกริยาช่วย honā (‘to be’).<\/li>\r\n
                      • ลักษณะการณ์:<\/strong> ภาษานี้แยกความแตกต่างพื้นฐานระหว่างการกระทำที่เสร็จสิ้นแล้ว (perfective) กับการกระทำที่ยังไม่สมบูรณ์/ทำเป็นนิสัย (imperfective) ประโยคกรรมวาจกที่เป็นอดีตกาลจำนวนมากยังใช้โครงสร้างแบบ ergative ซึ่งส่งผลต่อการทำเครื่องหมายทางไวยากรณ์ของประธานและกรรม.<\/li>\r\n
                      • สำหรับผู้เรียนภาษา:<\/strong> ผู้เรียนต้องเข้าใจระบบการสร้าง participle และวิธีที่มันประกอบกับกริยาช่วยเพื่อสร้างกริยาประสม.<\/li>\r\n
                      • ตัวอย่าง:<\/strong>\r\n
                          \r\n
                        • Vah cal rahā hai<\/strong>. (वह चल रहा है।) – เขากำลังเดินอยู่ (ปัจจุบันกำลังกระทำ)<\/li>\r\n
                        • Vah calā<\/strong>. (वह चला।) – เขาเดิน/ออกไปแล้ว (อดีตกาลอย่างง่าย/สมบูรณ์)<\/li>\r\n
                        • Vah calegā<\/strong>. (वह चलेगा।) – เขาจะเดิน (อนาคตอย่างง่าย)<\/li>\r\n <\/ul>\r\n <\/li>\r\n<\/ul>\r\n\r\n

                          7. ภาษาอาหรับ (Modern Standard Arabic)<\/strong><\/h3>\r\n\r\n
                            \r\n
                          • แนวทางหลัก:<\/strong> ระบบนี้อธิบายกันโดยทั่วไปว่าตั้งอยู่บนรูปกริยาหลักสองแบบ คือ perfective<\/strong> (fiʿl māḍī) ซึ่งโดยมากใช้บอกการกระทำที่เสร็จสิ้นแล้วในอดีต และ imperfective<\/strong> (fiʿl muḍāriʿ) ซึ่งโดยมากใช้บอกการกระทำที่ยังไม่สมบูรณ์หรือเกิดขึ้นในปัจจุบัน.<\/li>\r\n
                          • อนาคตและมูด:<\/strong> อนาคตสร้างโดยเติมคำนำหน้า sa- (อนาคตอันใกล้) หรือคำว่า sawfa (อนาคตที่ไกลกว่า) เข้ากับรูป imperfective และ muḍāriʿ ยังมีมูดต่าง ๆ ได้ด้วย (เช่น subjunctive, jussive) ซึ่งส่งผลต่อการตีความทั้งด้านเวลาและโมดาลิตี.<\/li>\r\n
                          • สำหรับผู้เรียนภาษา:<\/strong> การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง māḍī กับ muḍāriʿ คือพื้นฐานของไวยากรณ์อาหรับ เมื่อเข้าใจระบบรากศัพท์และแบบแผนการสร้างคำแล้ว ระบบนี้จะมีตรรกะชัดเจนมาก.<\/li>\r\n
                          • ตัวอย่าง:<\/strong>\r\n
                              \r\n
                            • hiya tamshī (هي تمشي) – เธอเดิน (imperfective/ปัจจุบัน)<\/li>\r\n
                            • hiya mashat (هي مشت) – เธอเดินแล้ว (perfective/อดีต)<\/li>\r\n
                            • ***sa-*tamshī (ستمشي) – เธอจะเดิน (อนาคต)<\/li>\r\n <\/ul>\r\n <\/li>\r\n<\/ul>\r\n\r\n

                              5. ภาษาฮังการี (Magyar)<\/strong><\/h3>\r\n\r\n
                                \r\n
                              • แนวทางหลัก:<\/strong> มีการทำเครื่องหมายปัจจุบันกาลและอดีตกาลบนรูปคำโดยตรง ส่วนอนาคตมักแสดงด้วยรูปปัจจุบันกาลร่วมกับคำวิเศษณ์บอกเวลา หรือใช้กริยาช่วย fog + infinitive.<\/li>\r\n
                              • เครื่องมือด้านลักษณะการณ์:<\/strong> แม้จะไม่มีคู่ลักษณะการณ์อย่างเป็นระบบแบบภาษารัสเซีย แต่ คำเติมหน้ากริยา ของภาษาฮังการี (เช่น olvas ‘read’ เทียบกับ elolvas ‘อ่านจนจบ/อ่านให้ครบ’) ทำหน้าที่คล้ายกันมากในการบ่งชี้ความเสร็จสิ้น.<\/li>\r\n
                              • สำหรับผู้เรียนภาษา:<\/strong> การใช้คำเติมหน้ากริยาให้ถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญในการสื่อว่าการกระทำเสร็จสมบูรณ์แล้วหรือยังดำเนินอยู่ ซึ่งเพิ่มชั้นความหมายที่สำคัญอย่างมาก.<\/li>\r\n
                              • ตัวอย่าง:<\/strong>\r\n
                                  \r\n
                                • Ő sétál. (เขา/เธอเดิน / กำลังเดิน)<\/li>\r\n
                                • Ő sétált<\/strong> tegnap. (เขา/เธอเดินเมื่อวาน)<\/li>\r\n
                                • Ő holnap<\/strong> sétál. / Ő holnap fog<\/strong> sétálni. (เขา/เธอจะเดินพรุ่งนี้)<\/li>\r\n <\/ul>\r\n <\/li>\r\n<\/ul>\r\n\r\n

                                  แบบแผนข้ามภาษา: สรุปเชิงประเภทวิทยา<\/strong><\/h2>\r\n\r\n
                                    \r\n
                                  • สองแนวทางหลัก:<\/strong> โดยกว้าง ๆ แล้ว ภาษาต่าง ๆ มักเป็นแบบ tense-prominent<\/strong> (เช่น ภาษาสเปน) ที่การผันกริยาทำหน้าที่ทำเครื่องหมายเวลา หรือเป็นแบบ aspect-prominent<\/strong> (เช่น ภาษาจีน) ที่คำวิเศษณ์บอกเวลาและโครงสร้างของเหตุการณ์มีบทบาทเด่น อย่างไรก็ดี ภาษาส่วนใหญ่ใช้ทั้งสองแบบผสมกัน.<\/li>\r\n
                                  • ความสำคัญของลักษณะการณ์:<\/strong> ในหลายภาษา โดยเฉพาะในการเล่าเรื่อง ข้อมูลด้านลักษณะการณ์ (เสร็จสิ้นแล้วหรือกำลังดำเนินอยู่) มักสำคัญกว่าการแบ่งอดีต/ปัจจุบัน/อนาคตอย่างเคร่งครัด.<\/li>\r\n
                                  • เส้นทางสู่อนาคต:<\/strong> การทำเครื่องหมายทางไวยากรณ์สำหรับอนาคตกาลมักพัฒนามาจากกริยาช่วยที่เดิมมีความหมายอย่างอื่น เช่น ความตั้งใจ (will) การเคลื่อนที่ (be going to) หรือพันธะหน้าที่.<\/li>\r\n
                                  • เวลาและหลักฐาน:<\/strong> ในหลายภาษา การบรรยายเหตุการณ์ในอดีตอาจเกี่ยวข้องกับการบอกแหล่งข้อมูลด้วย ทำให้ผู้พูดต้องระบุว่าตนรู้เรื่องนั้นมาจากที่ใด.<\/li>\r\n<\/ul>\r\n\r\n

                                    กระบวนการเรียนรู้: เราเรียนรู้อะไรก่อน<\/strong><\/h2>\r\n\r\n

                                    การรับภาษาของเด็ก<\/strong><\/h3>\r\n\r\n

                                    เด็กไม่ได้เรียนรู้ระบบเวลาทั้งหมดในคราวเดียว ความสามารถในการแสดงเวลาจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นลำดับขั้นดังนี้:<\/p>\r\n\r\n

                                      \r\n
                                    1. ระยะแรก เด็กจะเชี่ยวชาญคำบอกเวลาที่อิงจากจุดปัจจุบันก่อน เช่น ตอนนี้ อีกไม่นาน เมื่อวาน<\/li>\r\n
                                    2. รูปกริยาชุดแรกที่มักปรากฏคือปัจจุบันกาล หรือไม่ก็รูปอดีตที่ง่ายที่สุด<\/li>\r\n
                                    3. ความแตกต่างด้านลักษณะการณ์ (เช่น eating vs. ate) ปรากฏค่อนข้างเร็ว เพราะสอดคล้องกับความแตกต่างของเหตุการณ์ที่เด็กเข้าใจได้อย่างเป็นรูปธรรม<\/li>\r\n
                                    4. ความสัมพันธ์ด้านเวลาที่ซับซ้อนกว่า (เช่น conditional past, future perfect) และความต่างเชิงโมดาลิตีที่ละเอียดอ่อนจะเกิดขึ้นในระยะหลัง<\/li>\r\n<\/ol>\r\n\r\n

                                      ชุดเอาตัวรอดสำหรับผู้เรียน<\/strong><\/h3>\r\n\r\n

                                      ในฐานะผู้เรียนภาษา คุณไม่จำเป็นต้องรู้ทุกกาลจึงจะสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชุดเครื่องมือขั้นต่ำต่อไปนี้มักเพียงพอสำหรับการเริ่มต้น:<\/p>\r\n\r\n

                                        \r\n
                                      1. คำวิเศษณ์บอกเวลาหลัก:<\/strong> ตอนนี้ เมื่อวาน วันนี้ พรุ่งนี้ ทีหลัง ก่อนหน้านี้<\/li>\r\n
                                      2. ปัจจุบันกาลอย่างง่ายหนึ่งรูป และอดีตกาลอย่างง่ายหนึ่งรูป:<\/strong> หากภาษาเป้าหมายใช้การผันเพื่อบอกกาล เพียงสองรูปนี้ก็เพียงพอสำหรับการเล่าเรื่องพื้นฐาน<\/li>\r\n
                                      3. วิธีหนึ่งในการแสดงอนาคต:<\/strong> อาจเป็นกริยาช่วยอย่าง will หรือเพียงใช้ปัจจุบันกาลร่วมกับคำวิเศษณ์บอกเวลาในอนาคต<\/li>\r\n
                                      4. เครื่องมือด้านลักษณะการณ์พื้นฐานหนึ่งอย่าง:<\/strong> วิธีแยกระหว่างกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นกับการกระทำที่เสร็จสิ้นแล้ว (เช่น รูป -ing ในภาษาอังกฤษ หรือคำเติมหน้ากริยาในภาษาฮังการี)<\/li>\r\n
                                      5. คำเชื่อมพื้นฐาน:<\/strong> ก่อนอื่น จากนั้น เมื่อ<\/li>\r\n<\/ol>\r\n\r\n

                                        “ฉันกำลังอ่านหนังสือ” ในภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก<\/strong><\/h2>\r\n\r\n

                                        ตารางนี้แสดงให้เห็นว่าภาษาตัวอย่างของเราใช้วิธีใดในการสื่อการกระทำง่าย ๆ อย่างการอ่านหนังสือในแต่ละช่วงเวลา.<\/p>\r\n\r\n

                                        \r\n \r\n \r\n \r\n \r\n \r\n \r\n \r\n \r\n \r\n
                                        \r\n
                                        ภาษา<\/strong><\/span><\/div>\r\n <\/td>\r\n
                                        \r\n
                                        อดีต<\/strong><\/span><\/div>\r\n <\/td>\r\n
                                        \r\n
                                        ปัจจุบัน<\/strong><\/span><\/div>\r\n <\/td>\r\n
                                        \r\n
                                        อนาคต<\/strong><\/span><\/div>\r\n <\/td>\r\n <\/tr>\r\n
                                        อังกฤษ<\/strong><\/td>\r\n Yesterday I read<\/strong> a book.<\/td>\r\n Today I am reading<\/strong> a book.<\/td>\r\n Tomorrow I will read<\/strong> a book.<\/td>\r\n <\/tr>\r\n
                                        สเปน<\/strong><\/td>\r\n Ayer leí<\/strong> un libro.<\/td>\r\n Hoy leo<\/strong> un libro.<\/td>\r\n Mañana leeré<\/strong> un libro.<\/td>\r\n <\/tr>\r\n
                                        จีนกลาง<\/strong><\/td>\r\n 我昨天读了<\/strong>一本书。<br>(Wǒ zuótiān dú le<\/strong> yī běn shū.)<\/td>\r\n 我今天在读<\/strong>书。<br>(Wǒ jīntiān zài dú<\/strong>shū.)<\/td>\r\n 我明天要读<\/strong>一本书。<br>(Wǒ míngtiān yào dú<\/strong> yī běn shū.)<\/td>\r\n <\/tr>\r\n
                                        รัสเซีย<\/strong><\/td>\r\n Вчера я прочитал(а)<\/strong> книгу.<br>(Vchera ya prochital(a)<\/strong> knigu.)<\/td>\r\n Сегодня я читаю<\/strong> книгу.<br>(Segodnya ya chitayu<\/strong> knigu.)<\/td>\r\n Завтра я прочитаю<\/strong> книгу.<br>(Zavtra ya prochitayu<\/strong> knigu.)<\/td>\r\n <\/tr>\r\n
                                        ฮังการี<\/strong><\/td>\r\n Tegnap olvastam<\/strong> egy könyvet.<\/td>\r\n Ma olvasok<\/strong> egy könyvet.<\/td>\r\n Holnap olvasni fogok<\/strong> egy könyvet.<\/td>\r\n <\/tr>\r\n
                                        ฮินดี<\/strong><\/td>\r\n मैंने कल एक किताब पढ़ी<\/strong>।<br>(Maine kal ek kitāb paṛhī<\/strong>.)<\/td>\r\n मैं आज एक किताब पढ़ रहा हूँ<\/strong>।<br>(Main āj ek kitāb paṛh rahā hū̃<\/strong>.)<\/td>\r\n मैं कल एक किताब पढूँगा<\/strong>।<br>(Main kal ek kitāb paṛhūṅgā<\/strong>.)<\/td>\r\n <\/tr>\r\n
                                        อาหรับ<\/strong><\/td>\r\n قرأتُ<\/strong> كتابًا أمسِ<br>(Qara'tu<\/strong> kitāban amsi.)<\/td>\r\n أقرأُ<\/strong> كتابًا اليوم<br>('Aqra'u<\/strong> kitāban al-yawm.)<\/td>\r\n سأقرأُ<\/strong> كتابًا غدًا<br>(Sa-'aqra'u<\/strong> kitāban ghadan.)<\/td>\r\n <\/tr>\r\n <\/tbody>\r\n<\/table>\r\n\r\n

                                        (หมายเหตุ: ในภาษารัสเซียและภาษาฮินดี รูปกริยาอาจเปลี่ยนไปตามเพศของผู้พูด รูปที่แสดงในที่นี้เป็นรูปเพศชาย และสำหรับภาษารัสเซียได้ใส่รูปอดีตกาลเพศหญิงไว้ในวงเล็บ)<\/p>\r\n\r\n

                                        ข้อคิดส่งท้าย<\/strong><\/h3>\r\n\r\n

                                        การแสดงเวลาไม่ได้มีกลไกแบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกภาษา แต่ละภาษาวางน้ำหนักต่างกันไปที่การผันรูป ลักษณะการณ์ โมดาลิตี และบริบท สำหรับผู้เรียนภาษา แนวทางที่ได้ผลที่สุดคืออย่าหยุดอยู่แค่การท่องตารางกาล แต่ควรพยายามเข้าใจตรรกะเบื้องหลังระบบของภาษาเป้าหมาย เมื่อมุ่งความสนใจไปที่วิธีที่ภาษาหนึ่งจัดโครงสร้างเหตุการณ์ (ลักษณะการณ์) และวางเหตุการณ์นั้นไว้ในบริบท (คำบอกเวลา) ความหมายเชิงการสื่อสารที่แท้จริงของ ‘อดีต ปัจจุบัน และอนาคต’ ก็จะชัดเจนขึ้น.<\/p>\r\n

                                        ยินดีต้อนรับกลับมา!

                                        โปรดลงชื่อเข้าใช้เพื่อดำเนินการต่อ

                                        ลืมรหัสผ่าน?
                                        ยังไม่มีบัญชีใช่ไหม สมัครสมาชิก